ข้อมูลก่อนเดินทางไปอินเดีย

  สาธารณรัฐอินเดีย (Republic of India)

             อินเดียมีประเทศอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐอินเดีย  เป็นประเทศที่เก่าแก่ และมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า  5,000  ปี  ดังนั้นสภาพสังคม  เศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบันจึงมีลักษณะการผสมผสานกันระหว่างของเก่าและใหม่ 
                 อินเดียเป็นถิ่นกำเนิดของศาสนา และศาสดาในหลายๆศาสนา และศาสนาสำคัญๆ ในอินเดีย  คือ ฮินดู  อิสลาม  พุทธ  คริสต์  และเชน  (Jain) หรือไจน์ ซึ่งแต่ละศาสนาก็มีคำสอนและหลักในการดำเนินชีวิตแตกต่างกันไป  ศาสนาฮินดูมีอิทธิพลต่อชีวิตของชาวอินเดียมากที่สุด  ทำให้อินเดียมีระบบชั้นที่แบ่งคนออกเป็นวรรณะ (Caste) ต่าง ๆ กัน  คือ  พราหมณ์ (Brahmins)  กษัตริย์  (Kshatriya) แพศย์ (Vaishya) และศูทร (Shudras) เรื่องวรรณะในอินเดียเป็นเรื่อง  สำคัญมาก  เพราะมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต  การทำงาน  การเมือง  และฐานะในสังคม
วรรณะพราหมณ์ซึ่งถือกันว่าเป็นวรรณะที่มีความรู้มากที่สุดจะได้ทำงานในตำแหน่งสำคัญ  เช่นเป็นนักการเมือง  ผู้บริหาร  อาจารย์ในมหาวิทยาลัย วรรณะกษัตริย์ซึ่งเป็นเชื้อสายนักรบจะได้ทำงานตำแหน่งสูง ๆ ในกองทัพ  วรรณะแพศย์ถนัดทางการทำธุรกิจค้าขาย            ส่วนวรรรณะศูทรประกอบอาชีพด้วยการทำเกษตรกรรม  นอกจากนี้ อินเดียยังมีฮินดูกลุ่มหนึ่ง เป็นพวกไม่มีวรรณะ  เรียกกันว่า  จัณฑาล (Untouchable) ซึ่งในอินเดียถือกันว่าคนพวกนี้เป็นคน   ชั้นต่ำ  คนที่วรรณะสูงกว่าจะไม่ยอมคบหาสมาคมกับพวกจัณฑาล  แต่ปัจจุบันจัณฑาลได้รับ       การยอมรับในสังคมมากขึ้น  บางคนได้ทำงานดี  มีตำแหน่งสูงเป็นถึงรัฐมนตรีในรัฐบาล   แต่ก็ยังถูกคนวรรณะสูงกว่าดูหมิ่นเหยียดหยาบเช่นเดิม
วิถีชีวิตของคนอินเดีย   ได้รับอิทธิพลจากศาสนาที่ปลูกฝังความเชื่อและความศรัทธาจากศาสนาฮินดูเป็นส่วนใหญ่   ประชาชนที่ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูต่างก็มีวิถีชีวิตภายใต้ศรัทธาของตนอย่างเคร่งครัด  คนอินเดียเป็นคนที่ความเป็นชาตินิยมสูง   มักคบหาคนต่างชาติด้วยความระมัดระวัง   โดยทั่วไปคนอินเดียมีความอดทน  ฉลาดในการต่อรองด้านธุรกิจและการค้าขาย 
เมืองหลวงของอินเดียชื่อว่า  กรุงนิวเดลี  อินเดียมีประชากรทั้งประเทศมากกว่า  1,000  ล้านคน  ตัวเลขประชากรทั้งหมด คือ 1,014,003,817  คน (พฤศจิกายน  ค.ศ. 2003) มีประชากรอาศัยอยู่ในกรุงนิวเดลีมากกว่า 10 ล้านคน
ภาษาอังกฤษ และภาษาอินเดีย  เป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไป  ส่วนภาษาอื่นๆ ที่เป็นภาษาถิ่นยังมีอีกหลายภาษา  เช่น  ภาษาปัญจาบี  เบงกาลี  และภาษาถิ่นของชนกลุ่มน้อยอีกหลายภาษาด้วยกัน  แต่ละรัฐมีภาษาถิ่นเป็นภาษาราชการประจำรัฐ
อินเดียมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแบบ  นอกจากเส้นทางสายธรรมยาตราในอินเดียตอนใต้  ซึ่งเป็นที่สนใจของชาวพุทธแล้ว  อินเดียมีทัชมาฮาล  1  ใน  7  สิ่งมหัศจรรย์ของโลก              มีปราสาทราชวังและป้อมโบราณ  กับโบราณสถาน  ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจำนวนมากกว่า  500  แห่ง  มีมหาบุรุษอย่างมหาตมะ คานธี  บุคคลที่ชาวอินเดียเคารพรักสูงสุด  และคนทั่วโลกยกย่องในความเป็นนักสู้แบบอหิงสาของท่าน   มีนักเขียนรางวัลโนเบล  คือ ท่านระพินทรนาถ   ฐากูร   ผู้รังสรรค์ผลงานอมตะ  “คีตาญชลี”  คำบวงสรวงพระเจ้าที่อ่อนหวาน  ลุ่มลึก  และละเมียดละไมมีแม่น้ำคงคา  แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าไหลมาจากสวรรค์  แม่น้ำแห่งชีวิตที่เขาปลงสังขารคนตายกับอาบน้ำเด็กแรกเกิดในที่เดียวกัน   มีเทือกเขาหิมาลัย   เทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ที่ชาวอินเดียเชื่อว่าเป็นที่ประทับของพระศิวะและเทพเจ้าหลายองค์ที่เคารพนับถือ
หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี ค.ศ. 1947  อินเดียมีการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย  ภายใต้โครงสร้างสาธารณรัฐ   ปัจจุบันอินเดียมี 28  รัฐ (State)  และดินแดนกึ่งรัฐ  7  แห่ง  (Union  territories) จัดเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก
นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย  คือ ยาวะหะร์ลาล  เนห์รู  (Jawaharlal Nehru)   ประธานาธิบดีอินเดียคนปัจจุบัน  คือ  อับดุลกาลาม (Abdul Kalam , 26  กรกฎาคม  2002)    นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน   คือ   อาตัล  พิหารี วัชปายี   (Atal  Bihari  Vajapayee , 19  มีนาคม  1998)

เขตปกครอง        แบ่งเป็น  28 รัฐ กับ 7 เขตการปกครอง

ประชากร              1,014,003,817  คน

ภาษา                     ภาษาอังกฤษ และ ภาษาฮินดี เป็นภาษาที่กันทั่วไป

ภูมิประเทศ           อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นลำดับที่  7  ของโลก  มีพื้นที่ทั่วประเทศประมาณ  3.3  ล้านตารางกิโลเมตร  แม้จะตั้งอยู่ในเอเชีย  อินเดียก็มีความแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย  และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ด้านทิศเหนือของประเทศจรดเทือกเขาหิมาลัยซึ่งลาดเทลงไปสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา  ในอินเดียตอนกลาง  เทือกเขาวินธัย  (Vindhya)  แบ่งแยกคาบสมุทรเดคข่าน  (Deccan  Peninsular) ออกจากที่ราบตอนเหนือของประเทศ  ด้านชายฝั่งทะเลทิศตะวันออกติดอ่าวเบงกอล  (Bengal  Bay)  และทิศตะวันตกเป็นฝั่งทะเลติดกับทะเลอาหรับ  (Arabian  Sea) ด้านทิศใต้สุดจรดมหาสมุทรอินเดียอันกว้างใหญ่ไพศาล

                ที่ราบเดคข่าน  (Deccan  Plateau) เป็นถิ่นเก่าแก่ที่สุดของอินเดีย  ซึ่งนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าเคยเป็นแผ่นดินเดียวกันกับแผ่นดินทวีปอเมริกาใต้  แอฟริกา  และออสเตรเลีย  ภายหลังเกิดความเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกจึงแยกออกจากกันดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
อินเดียมีพรมแดนทางบกติดต่อกับปากีสถาน  อัฟกานิสถาน  จีน  เนปาล   ภูฏาน  พม่า  และบังคลาเทศ  ส่วนอื่น ๆ ของประเทศติดกับมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอาหรับ

ภูมิอากาศ              อินเดียมี  3  ฤดูกาล  ได้แก่
ฤดูร้อน                  ระหว่างเดือนเมษายน – มิถุนายน  อุณหภูมิสูงสุดประมาณ  45  องศาเซสเซียส  บริเวณกรุงนิวเดลี และเมืองใกล้เคียงจะมีฝุ่นจากทะเลทรายซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบหายใจ
ฤดูหนาว               ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม  อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ  21-30  องศาเซสเซียส  โดยอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ  7  องศาเซสเซียส 
ฤดูฝน                    ระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ  28 องศาเซสเซียศ หรือต่ำกว่า

เศรษฐกิจ              พื้นที่ประมาณ  55%  ของประเทศเป็นที่ราบชาวอินเดียจึงมีอาชีพทำการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ทางตะวันออกของอินเดีย  ตอนกลาง  ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเบงกอล  และตอนเหนือของโอริสสาเป็นพื้นที่ทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่สำคัญ  เช่น เหล็ก  ถ่านหิน  ทองแดง  และไมก้า

9 สถานที่ทรงเสน่ห์ในอินเดีย ที่คุณไม่ควรพลาด

          อินเดีย...เป็นอีกประเทศที่เก่าแก่และมีเสน่ห์มนต์ขลังไม่แพ้ชาติใดในโลก จึงไม่แปลกหากประเทศแห่งนี้ จะเป็นอีกสถานที่ซึ่งใครหลาย ๆ คนใฝ่ฝันจะไปสัมผัสกับความงามด้วยตาตัวองสักครั้ง อย่างไรก็ตาม หากคุณมีโครงการจะไปอินเดียเร็ว ๆ นี้ แต่ยังไม่รู้จะวางแผนการเที่ยวอย่างไรดี วันนี้กระปุกดอทคอมได้รวบรวมสถานที่เที่ยวน่าสนใจของอินเดียมาฝาก เพื่อเอาใจคุณโดยเฉพาะ ใครที่สนใจก็ลองไปอ่านกันดูเลยค่ะ

 1. ทัชมาฮาล สัญลักษณแห่งรักนิรันดร์

          แน่นอนว่า ทัชมาฮาล (Taj Mahal) เมืองอักรานั้น เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจอยากเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง เป็นอันดับต้น ๆ เมื่อไปเยี่ยมชมประเทศอินเดียแน่นอน เพราะนอกจากจะมีความประณีตสวยงามราวกับภาพวาด จนได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในมรดกโลกแล้ว ทัชมาฮาลยังเป็นตัวแทนของความรักที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีวันเสื่อมคลายของ จักรพรรดิ ชาห์ ชหานชีร์ ที่สร้างแก่พระมเหสีอันเป็นที่รักของพระองค์อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ทองเที่ยวที่โรแมนติกสุด ๆ 

 2. เยี่ยมชม ออโรวิลล์ เมืองในอุดมคติ

          ออโรวิลล์ (Auroville) เมืองที่ก่อตั้งขึ้นมาในปี 1968 โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นเมืองที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข โดยไม่เกี่ยงเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา หรือการเมือง โดยสถาปัตยกรรมในเมืองนี้ เป็นผลงานการออกแบบของ โรเจอร์ แองเกอร์ สถาปนิกชาวฝรั่งเศส สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ จึงเน้นไปที่เสน่ห์ของการผสมผสานระหว่างศิลปะแนวโมเดิร์นของฝั่งตะวันตกกับศิลปะดั้งเดิมของทางอินเดียเป็นหลัก

 3. แวะชมธรรมชาติสวย ๆ ที่ดาร์เจียลิง

          หากคุณคิดว่าจะพบแต่ความร้อนระอุแห้งแล้งที่ประเทศอินเดียล่ะก็ผิดถนัด เพราะที่อินเดียนั้นก็มีสถานที่ร่มรื่นให้คุณได้พักผ่อนชื่นชมธรรมชาติสวย ๆ เช่นกัน ซึ่งคุณสามารถหาชมสิ่งเหล่านี้ได้ที่ ดาร์เจียลิง (Darjeeling) แหล่งปลูกชาของอินเดีย ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ที่มีให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมไม่รู้เบื่อ

 4. สัมผัสเสน่ห์เมืองมุมไบ

          เป็นอีกหนึ่งเมืองที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อไปเยี่ยมชมประเทศอินเดีย โดยเฉพาะสำหรับคอหนังทั้งหลาย เพราะเป็นเมืองที่มีโรงภาพยนตร์ IMAX ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์รวมแหล่งช้อปปิ้งที่นักช้อปทั้งหลายไม่ควรพลาดอีกด้วย

 5. ชมศิลปะเก่าแก่ที่พิพิธภัณฑ์ปอนดีเชอรี

          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลชื่นชมวัตถุโบราณเป็นพิเศษ ก็ไม่ควรพลาดการชมพิพิธภัณฑ์ปอนดีเชอรี (Pondicherry Museum) เพราะเป็นสถานที่ซึ่งได้รวบรวมหินสลัก และศิลปะจากแร่ทองแดง รวมถึงศิลปะเก่าแก่อื่น ๆ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ปัลวะและราชวงศ์โจละอันเก่าแก่เอาไว้ โดยพิพิธภัณฑ์นี้จะเปิดทำการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 - 17.00 น. เรียกได้ว่าใครที่ต้องการศึกษาอารยธรรมเก่าแก่ของชาวอินเดีย ไม่ควรพลาดการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เด็ดขาด

 6. พักผ่อนริมแม่น้ำ Kodiakanal

          ชื่อของแม่น้ำแห่งนี้มีความหมายว่า "ของขวัญจากป่าเขา" ซึ่งนับว่าเป็นชือที่เหมาะกับแม่น้ำแห่งนี้มาก เพราะนอกจากที่นี่จะมีวิวสวย ๆ ริมแม่น้ำให้เราได้ชมกันจนเพลินตาแล้ว แม่น้ำ Kodiakanal ยังมีบริการให้นักท่องเที่ยวขี่ม้าชมวิวและปีนเขาได้อีกด้วย จึงถือได้ว่าเป็นสถานที่สวยงามและเหมาะกับการพักผ่อนทุกรูปแบบ ราวกับของขวัญจากธรรมชาติอย่างแท้จริง

 7. รำลึกประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่ป้อม Gingee 

          ป้อม Gingee หรือที่ชาวยุโรปเรียกกันว่า "ทรอยแห่งทิศตะวันออก" ซึ่งเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ในสมัยของราชวงศ์โจฬะ และถูกบูรณะขึ้นอีกครั้งในยุคของราชวงศ์วิชยนครา ศตวรรษที่ 13 โดยในสถานที่แห่งนี้ คุณจะได้พบสิ่งก่อสร้างเก่าแก่มากมาย อาทิ กัลยาณะมาฮาล ซึ่งเป็นหอสมรสที่มีความสูงถึง 800 ฟุต วัดฮินดู และห้องขังนักโทษ เป็นต้น
 
 8. ล่องแพสบาย ๆ ที่เกรละ

          เกรละ (Kerala) เป็นอีกที่ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปกันเป็นพิเศษ เพราะมีบ้านลอยแพให้เราเช่ามาไว้ใช้พักผ่อน ชื่นชมธรรมชาติกันได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ คุณยังสามารถสนุกกับการเชียร์กีฬาแข่งพายเรือ ซึ่งจัดขึ้นที่นี่บ่อย ๆ ได้เช่นกัน

 9. เทือกเขาหิมาลัย..ศูนย์รวมแห่งการพักผ่อน

          หากคุณพลาดการเยี่ยมชมเทือกเขาหิมาลัยที่ประเทศอินเดียแล้วล่ะก็ เรียกได้ว่าพลาดมาก ๆ เพราะความงามจากวิวทิวทัศน์รอบ ๆ เทือกเขาแห่งนี้นั้นเหนือคำบรรยายใด ๆ เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม นอกจากวิวสวย ๆ บนเขาแล้ว ที่นี่ยังมีสิ่งก่อสร้างดีไซน์โดดเด่นสไตล์นีโอก๊อธธิค ที่สวยงามราวกับบ้านในนิทาน ให้คุณได้ชื่นชมไม่รู้เบื่ออีกด้วย
 

อินเดีย

 เป็นประเทศสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายพันปี ที่สำคัญอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่เก่าแก่และเจริญรุ่งเรืองมาแต่ ครั้งโบราณกาล 

เมื่อกล่าวถึงอินเดีย มิใช่เฉพาะประเทศในซีกโลกตะวันออกเท่านั้นที่รู้จักโดยทั่วกัน แม้แต่ประเทศในซีกโลกตะวันตก ต่างก็รู้จักดินแดนแห่งนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากเรื่องราวของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (356-323 B.C.) แห่งมาซิโดเนีย ครั้งหนึ่งพระองค์ได้เคยยาตราทัพมายังดินแดนแถบนี้ โดยมุ่งหมายจะยึดครองอินเดียให้จงได้ ตามข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดี ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า ภาคเหนือของอินเดียได้เคยมีการติดต่อกับอารยธรรมเมโสโปเตเมียในลุ่มแม่น้ำไท กริสและยูเฟรติสมาก่อนแล้ว

 สภาพภูมิอากาศ
อินเดียมี 3 ฤดูกาลได้แก่

  • ฤดูร้อน ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายนอุณหภูมิสูงสุดประมาณ 35 องศาเซลเซียส
  • ฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายนอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 28 องศาเซลเซียส
  • ฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-มีนาคมอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 10-17 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ - 3 องศาเซลเซียส เฉพาะบางเมืองเท่านั้น

 เวลา
เวลาในประเทศอินเดียช้ากว่าในประเทศไทย 1.30 ชั่วโมง แต่การทำกิจกรรมและบริหารเวลาจะต่างกันมากโดยทั่วไปชาวอินเดียส่วนใหญ่จะเริ่มงานและทานอาหารเช้าเวลา 10.00 น. และพักเที่ยงตอน 14.00 น.หรือ 15.00 น. และทานอาหารเย็นตอน 20.00 น.

 ภาษา
ภาษาฮินดีเป็นภาษาที่ใช้โดยประชาชนส่วนใหญ่ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในวงราชการและธุรกิจ นอกจากนั้นยังมีภาษาท้องถิ่นอีกนับร้อยภาษา แต่ที่ใช้กันมากมี 14 ภาษา คือ อูรดู เตลูกู เบงกาลี ทมิฬ และปัญจาบี

 เงินตรา
รูปีอินเดีย (INR) หน่วยย่อยของรูปีเรียก เปซ่า (Paise) อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 40.88 รูปี และ 1 รูปี เท่ากับ 0.67 บาท ( ก.ย. 2553) 
บัตรเครดิตที่สามารถใช้ได้ทั่วไปคือบัตร Visa American Express และ Mastercard

 ระบบไฟฟ้า
ใช้ระบบไฟฟ้าเช่นเดียวกับประเทศไทย หากต้องการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยไปใช้ที่อินเดีย อาจจะต้องเปลี่ยนปลั๊กไฟเป็นแบบขากลม



ตัวอย่างปลั๊กไฟในอินเดีย

 

 ฟิลม์และกล้องถ่ายรูป
ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 การใช้โทรศัพท์
โทรศัพท์มือถือที่นำไปจากประเทศไทยสามารถนำไปใช้ได้ เพียงแต่ซื้อซิมการ์ดเปลี่ยนเท่านั้นและมีราคาถูกมากประมาณ 99 บาทและซื้อบัตรเติมเงินที่มีราคาตั้งแต่ 350 – 1150 รูปี ค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่ใช้มือถือโทรออกประมาณนาทีละ 16 บาท ถ้าทางครอบครัวโทรจากเมืองไทยเข้าที่เครื่องเวลารับจะไม่เสียเงิน แต่ถ้าใช้โทรศัพท์ระหว่างประเทศระบบ IDSL จะถูกกว่ามากซึ่งจะเห็นติดป้ายอยู่ตามร้านอินเตอร์เน็ตทั่วไปมีระบบดิจิตอลจับเวลานาทีละ 7 บาท

 การให้ทิป
การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 อาหารการกิน
อาหารอินเดีย ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ อย่างแรกเป็นอาหารทานเล่นหรืออาหารเรียกน้ำย่อย อาหารทานเล่นในอินเดีย มักเป็นจำพวกของทอดต่างๆ เช่น กะหรี่ปั๊ป ข้าวเกรียบแผ่น ซาโมซ่า ซามิกาบั๊ป และพาโคร่า เป็นต้น จะทานคู่กับน้ำจิ้ม 3 ชนิด แล้วแต่ว่าจะทานแบบไหน มีทั้งน้ำจิ้มสีเขียว รสชาติเผ็ดหน่อยๆ หรือจะเป็นน้ำจิ้มสีน้ำตาล ออกเปรี้ยวนำ และน้ำจิ้มหอมแดงดอง 

หลังจากที่ได้ทานอาหารทานเล่นแล้ว ก็ตามด้วยประเภทที่สอง ที่เรียกว่าอาหารจานหลัก ซึ่งโดยทั่วไปมักจะมีลักษณะคล้ายแกงของคนไทย ทานพร้อมๆ กันกับพวกของปิ้ง ของย่าง หรือของทอด เช่น แทนดูรี่ เป็นของชนิดย่าง อย่าง พวกไก่ย่างใส่เครื่องเทศ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นพวกแกง คนอินเดียไม่ค่อยใส่เนื้อกับผักปนกัน เลือกใส่อย่างใดอย่างหนึ่งลงไป เช่น ถ้าแกงใส่ผัก ก็จะมีแต่ผักเท่านั้น 

ส่วนของหวานสำหรับคนอินเดีย จะมีไว้ทานคู่กับชาอินเดีย และของหวานโดยมากจะทำจากนม เนย โยเกิร์ตเท่านั้น แต่สำหรับเครื่องดื่ม เน้นไปที่นมและโยเกิร์ต ปั่นรวมกับผลไม้สดๆ หรือจะเป็นประเภทชาอินเดีย แค่นี้ก็สามารถทำให้เห็นแล้วว่า อาหารอินเดียเป็นอาหารนานาชาติอีกชนิดหนึ่ง ที่น่าสนใจ และไม่มีขั้นตอนใดๆ ให้คนทานยุ่งยากใจ

 รายการช้อปปิ้ง

  • ผ้าคลุมไหล่
  • พระพิฆเนศ
  • งานหินแกะสลัก
  • เปเปอร์มาเช่
  • กระเป๋า
  • กล่องไม้แกะสลัก
  • กำไล
  • ฯลฯ

 สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

  • สถูปรามาภาร์
  • ทัชมาฮาล
  • สวนโมกุล
  • โซนามาร์ค
  • กุลมาร์ค
  • ดาร์จีลิ่ง
  • วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
  • พระราชวังอัมเบอร์พาเลซ
  • พระราชวังเลห์
  • วัดธิคเซย์

 เทศกาลสำคัญ

  • เทศกาลคเณศจตุรถี : เทศกาลบูชาพระคเณศ (Lord Ganesh) เทพเจ้าแห่งปัญญาและการขจัดอุปสรรคทั้งปวง เริ่มต้นแล้ววันนี้ โดยเทศกาลนี้มีชื่อเรียกว่า คเณศจตุรถี (Ganesh Chaturthi) หรือที่เรียกกันทั่วไปในปูเณ่ว่า กันปาตี (Ganpati Festival) เพื่อเฉลิมฉลองวันประสูติของพระองค์ ในเดือนเดือนภาทรบท (Bhadrapada) ตามปฏิทินฮินดู ปกติชาวฮินดูจะสวดภาวนาต่อพระคเณศก่อนที่จะเริ่มกิจการงานสำคัญใดๆ ด้วยเชื่อกันว่าพระองค์จะบันดาลให้ความปรารถนานั้นสัมฤทธิ์ผลสมประสงค์
  • เทศกาลอาหารมุสลิมในวันออกศีลอด อีดิลฟิตรี (Eid-ul-Fitr) : อีดิลฟิตรี (Eid-ul-Fitr) ถือเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของชาวมุสลิม หลังสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนเป็นเวลานานถึงหนึ่งเดือน ชาวมุสลิมจึงมีการเลี้ยงฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ภายในครอบครัว ญาติมิตร และเพื่อนฝูง บ้างก็พาครอบครัวออกมารับประทานอาหารนอกบ้าน มาเที่ยวและจับจ่ายซื้อข้าวของกันอย่างสนุกสนานในวันหยุดวันนี้
  • เทศกาลกฤษณะจันมาสตามิ (Krishna Janmashtami) : หรือวันประสูติพระกฤษณะ ที่ปูเณ่เรียกเทศกาลนี้ว่า “ดะฮี แฮนดี (Dahi Handi)” เมื่อวานนี้ เป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนาน มีสีสัน และลุ้นกันจนตัวโก่ง โดยเฉพาะในตอนกลางคืน ที่มีการเล่นต่อตัวกันขึ้นไปดึงหม้อแฮนดีที่แขวนไว้บนที่สูงลงมา และหม้อนี้มีแขวนไว้เป็นระยะระหว่างถนนสองฟาก ในตรอกซอกซอยต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณหน้าวัด ยิ่งถ้าเป็นวัดใหญ่ ก็จะมีการแข่งขันและเงินรางวัลให้สูง สำหรับทีมที่สามารถดึงหม้อแฮนดีที่แขวนไว้สูงมากลงมาได้โดยมีเงิน 1 แลกห์ หรือ 1 แสนรูปีจากนักการเมืองเป็นรางวัล ทีมที่ีชนะนี้ต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างมากทีเดียว
  • เทศกาลรักษาบันดาล (Raksha Bandhan) : บ้างก็เรียกว่า ราคี (Rakhi) เป็นเทศกาลของชาวฮินดูที่เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายกับน้องสาว ในวันเพ็ญแห่งเดือนศรวณะ (Shravana) ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 24 สิงหาคม วันนี้จึงถือว่าเป็นวันสำคัญที่เฉลิมฉลองกันทั่วอินเดีย เพื่อแสดงออกถึงความรักความผูกพันระหว่างพี่ชายและน้องสาว
 
Visitors: 253,774